การศึกษาเชิงพื้นฐาน

ทำไมวิกฤต Coronavirus จึงมีผลกระทบสำคัญต่อตลาด?


เหตุใดตลาดหุ้นจีนจึงร่วงลงถึง 9.1% ในหนึ่งวัน? นี่ไม่ใช่เฉพาะหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นตลาดหุ้นทั้งหมด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากที่ coronavirus แพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งทำให้บริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Apple, Tesla, Microsoft, Samsung และ google ที่ต่างก็มีโรงงานการผลิตในจีนและมีพนักงานนับหมื่นคนที่ทำงานอยู่ได้ส่งพนักงานกลับบ้าน

ในมณฑลหูเป่ยที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 50 ล้านคน ที่นั่นพวกเขาไม่สามารถออกนอกพื้นที่ได้ ประธานสำนักงานการลงทุนได้จัดประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่อง coronavirus ที่ทุกคนกำลังพูดถึง ว่ามีผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไรบ้าง เริ่มตั้งแต่ประชาชนทั่วไป, ธนาคารเพื่อการลงทุน, ไปจนถึงประธานาธิบดีและผู้นำระดับโลก

ในส่วนนี้เราจะกล่าวถึง:

  1. การระบาดใหญ่ในอดีตและจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มี
  1. ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ coronavirus
  1. ตลาดมีการตอบสนองอย่างไร
  1. สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเงินของคุณอย่างไร

ดังนั้น coronavirus มันคืออะไร?

coronavirus เป็นไวรัสที่เกิดจากสัตว์ ซึ่งติดต่อระหว่างสัตว์และมนุษย์ ที่มาของไวรัสนั้น ดูเหมือนจะเริ่มมาจากหวู่ฮั่นซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย ไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านการไอและจาม หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น รวมถึงการเดินทาง การจับมือ และการสัมผัสวัตถุที่มีไวรัสแล้วสัมผัสจมูกและปาก

ในส่วนนี้เราจะไม่กล่าวถึงข้อมูลเชิงเทคนิคมากนัก เนื่องจากเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เราเป็นนักเทรด ซึ่งสิ่งที่เราอยากทราบ คือสิ่งนี้มีผลกระทบต่อตลาดอย่างไร คำศัพท์ที่ถูกใช้เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือ การระบาดใหญ่ ดังนั้น สิ่งนี้เป็นที่เข้าใจกันว่าส่งผลกระทบในระดับโลก ซึ่งผลกระทบของไวรัสที่กระทบต่อเศรษฐกิจหนึ่งสามารถแพร่ไปสู่อีกเศรษฐกิจหนึ่งในอีกซีกโลกหนึ่งของโลกได้อย่างง่ายดาย สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอิตาลี เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในยุโรป ด้วยอัตราการตายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปมีจำนวนเคสเพียงไม่กี่เคส สิ่งนี้ทำให้การคาดการณ์ว่าในประเทศเพื่อนบ้านของอิตาลีอาจจะเกิดเหตุการณ์เดียวกันได้

ข้อควรทำจากสถานการณ์เช่นนี้ คือการออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบโดยการเฝ้าดูว่ามันแพร่ออกไปอย่างไร  ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องอ้างอิงจากอิตาลีสำหรับข้อมูลดังกล่าวนี้ เนื่องจากเราเคยมีการระบาดใหญ่ในอดีตซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจเช่นกัน การตายของคนผิวสีเป็นตัวอย่างของสิ่งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 136-1353 และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 75-200 ล้านคน แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้อาจจะไม่ถูกต้อง 100% เนื่องจากในช่วงเวลานั้นพวกเขาไม่มีเทคโนโลยีที่เรามีในทุกวันนี้ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะบอกถึงตัวเลขที่แท้จริงของผลกระทบเหล่านี้ ซึ่งช่วงเวลาหลังจากนั้นก็ได้มีการระบาดต่างๆเกิดขึ้น เช่น ไข้หวัดใหญ่ เอชไอวี โรคระบาดของจัสติเนียน ไข้หวัดเอเชีย อหิวาตกโรคที่สามและอหิวาตกโรคที่หก จากเหตุการณ์เหล่านี้ในแต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิตกว่า 800,000 คน และเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดก่อนปี 2511 ดังนั้นโลกไม่ได้ก้าวหน้าอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้และ coronavirus มีจำนวนผู้ป่วยถึง 2.4 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิต 165,000 ราย ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาก และด้วยมาตรการล็อคดาวน์ในปัจจุบัน เราหวังว่าจำนวนการตายนี้จะไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้นต่อๆไป

ถ้าดูในกรณีของ Sars เปรียบเทียบกับ coronavirus โรคซาร์สที่เกิดขึ้นในประเทศจีนในปี 2545-2546 ที่มีสัดส่วน GDP ของโลกอยู่ที่ 8.7% และเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ในวันนี้ประเทศจีนมีสัดส่วน GDP อยู่ที่ 19.3% และเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ซึ่งนำมาสู่คำถามที่ว่าทำไมสิ่งนี้ถึงมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากตอนนี้จีนเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศจีนโลกทั้งโลกก็จะได้รับผลกระทบต่างๆกันไปในระบบห่วงโซ่อุปทาน เพราะเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เหนือประเทศจีนคือสหรัฐฯ และตอนนี้เรามีสองประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดใหญ่ของ coronavirus นอกจากนี้ก็มีรายงานว่าตัวเลขจากประเทศจีนมีความคลาดเคลื่อน และแน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางการระบาด และมีการพัฒนาที่ค่อนข้างช้า

ดังนั้นอุตสาหกรรมจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การผลิต การขนส่ง เทคโนโลยี มือถือ และอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น บริษัทต่างๆ มีการปิดโรงงาน ธุรกิจเรือสำราญได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถนำเรือเทียบฝั่งที่ประเทศต่างๆได้ เนื่องจากหลายๆประเทศกังวลว่าจะเป็นการนำเชื้อไวรัสเข้ามาสู่ในระเทศ ดังนั้นอุตสาหกรรมต่างๆมากมายทั่วโลกจึงได้รับผลกระทบนี้

ในขณะนี้ได้มีการกล่าวถึงทฤษฎีสมคบคิดมากมาย เป็นต้นว่า coronavirus มีการทำให้รั่วไหลออกมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร ซึ่งแนวคิดนี้มาจาก Titto Sotto ผู้นำของฟิลิปปินส์ ซึ่งเขาได้กล่าวในการประชุมกับคนประมาณ 150 คนว่าทั้งหมดนี้คือ ผลงานของจีน อาวุธชีวภาพนี้เป็นสิ่งที่จีนจะใช้ในการต่อสู้กับผู้คนหรืออาจจะเป็นการใช้เพื่อยึดครองอำนาจในโลก โดยการทำให้โครงสร้างทางทหารของประเทศอื่นๆอ่อนแอลง

บางคนบอกว่ารัฐบาลจีนกำลังใช้ไวรัสเพื่อโจมตีผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากมีการประท้วงเกิดขึ้นจำนวนมากบนท้องถนน และดูเหมือนเริ่มจะลุกลามกลายเป็นการจลาจลครั้งใหญ่ ซึ่งในตอนนี้ท้องถนนนั้นว่างเปล่าแล้ว มีวิดีโอจำนวนมากที่ประชาชนถูกลากออกจากบ้านของพวกเขา พลเมืองถูกจับและถูกกักตัวไว้เพื่อให้แยกจากคนอื่นๆ โดยบอกว่าเป็นมาตรการเพื่อปกป้องผู้คน

บางคนอ้างว่า CIA และกองทัพมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งทฤษฏีดังกล่าวดำเนินต่อไปจนถึงในระดับที่บางคนอ้างว่าไม่มีไวรัส นี่เป็นเพียงวิธีที่รัฐบาลจะควบคุมคน รวมไปถึงความคิดที่ว่า 5G มีความเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาและเปิดกว้าง แต่สิ่งสำคัญก็คือ การมีเหตุมีผลและมองให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าคุณจริงๆ เพราะมิฉะนั้นมันจะทำให้คุณเสียสติได้

ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้คือ จากสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างไร จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ผู้คนมากมายตื่นตระหนก ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดหุ้นมีความเกี่ยวข้องกับพลวัตของพฤติกรรมมนุษย์ โดยในตอนนี้สองสิ่งที่สามารถอ้างอิงได้ คือ S&P 500 และดัชนีหุ้นโดยมอร์แกนสแตนลีย์ ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดมูลค่าหุ้น 1,644 หุ้นทั่วโลก สำหรับตัวเลขที่แน่นอนหากคุณสนใจคุณสามารถค้นหา MSCI และ S&P500 ด้านล่างเรามีรายการการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้น ถ้าคุณศึกษาจากรายการดังกล่าว คุณควรให้ความสำคัญกับตัวสีแดงที่หมายถึงตลาดขาลง และสีเขียวหมายถึงตลาดขาขึ้น ดังนั้นคุณจึงมีรายการของการระบาดใหญ่ซึ่งรายงานการเปลี่ยนแปลงของ S&P500 เป็นช่วง 1 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรอบ 6 เดือนใน MSCI ซึ่งบ่งบอกถึงการตอบสนองจากทั่วโลก

ดังนั้น จากระบาดของ HIV ตลาดหุ้นเป็นสีแดงทั้งกระดานและทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคิดเป็น -3.25% ซึ่งการระบาดของโรคปอดบวมส่งผลกระทบทั่วโลก -4.3% และโรคหัดและ Zika เป็นอีกสองกรณีเท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงลบ

ดังนั้น ในตอนแรกสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามโลกของการเงินเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่แย่ที่สุด ราวกับเป็นจุดจบของโลก เพราะการที่ตลาดตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในตอนเริ่มต้น เช่นตลาดหุ้นจีนลดลง 9% ในวันเดียว แต่ที่สำคัญ เราไม่ควรตกเป็นเหยื่อของความกลัว ซึ่งจาก“ ผู้เชี่ยวชาญ” ทั้งหมดที่อ้างถึงจุดตกต่ำที่สุดจะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์นั้นมีการเกิดขึ้นซ้ำ และสำหรับผู้ที่ทำการศึกษาตลาดจะเข้าใจว่า สถานการณ์ที่ไม่ดีในขณะนี้อาจจะแย่ลง และเราสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นได้ แต่เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับการกลับตัวในเชิงบวกที่ตามมา เพราะเมื่อมันเกิดขึ้น เราจะมีโอกาสมากที่จะเริ่มทำกำไรก่อน

ลองดูข้อมูลจากปีที่แล้ว ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นทุกๆปี มีผู้เสียชีวิตกว่า 500,000 ราย ส่วนในสหรัฐอเมริกาเพียงที่เดียว มีผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุจากไข้หวัดกว่า 14,000 ถึง 35,000 รายต่อปี ซึ่งนี่เป็นสาเหตุว่าทำไมผู้คนถึงไม่เชื่อถือตัวเลขจริงที่มาจากประเทศจีน เพราะในขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตทั่วโลก ประเทศจีนมีการรายงานการเสียชีวิตเพียง 56 รายในปี 2559 และ 41 รายในปี 2560 และ 144 รายในปี 2562

นี่เป็นการควบคุมข้อมูลของรัฐบาลที่พวกเขามอบให้กับประชาชน; เพื่อปกป้องตัวเอง และเพื่อแสดงให้โลกได้เห็นว่าพวกเขาทำได้ดี ดังนั้นเราไม่ได้บอกว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะนำเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวกับ coronavirus มาใช้เพราะนี่คือสิ่งที่ต้องรับทราบ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ก็คือ ในขณะที่ความเกิดขึ้น ตลาดได้เคลื่อนต่อไป กฎหมายต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้ และเราอาจไม่ได้สังเกตโอกาสทางการตลาดกำลังเพิ่มขึ้น คุณต้องตื่นตัวอยู่เสมอ หากคุณหวาดระแวงเกินไปคุณจะไม่สามารถมีความสุขกับอะไรได้เลย และคุณอาจพลาดโอกาส เช่นในปี 2551 เมื่อเกิดวิกฤตราคาบ้านตกต่ำ ทุกคนกล่าวว่าสถานการณ์วิกฤตสินเชื่อกำลังเข้าสู่สภาวะของความกลัว ราคาบ้านลดลงอย่างหนักและไม่มีใครคิดที่จะซื้อเพราะตลาดกำลังทรุด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนี่เป็นหนึ่งในเวลาที่ดีที่สุดที่จะซื้อและได้รับสินทรัพย์ในราคาที่ถูกกว่าปกติ แต่แน่นอนว่าต้องใช้เงินในมือและในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาส เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้น เมื่อเราเห็นราคาหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ได้เวลาที่จะใช้ประโยชน์จากข้อเสียโดยการขายหุ้น แล้วเมื่อราคาลงไปจุดที่ต่ำที่สุดก็หาโอกาสในการเลือกซื้อหุ้นเพื่อถือระยะยาว เช่น amazon ซึ่งเป็นหุ้นที่มีราคาแพงที่จะซื้อตอนนี้ แต่มีถือมูลค่าในอนาคต

ประเด็นสุดท้ายที่เราจะกล่าวถึง คือการใช้ coronavirus เพื่อจัดการตลาดโดยใช้ความกลัว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นเพื่อการควบคุมประชากรและถ่ายโอนความมั่งคั่งจากกระเป๋าของคุณไป เป็นเวลาหลายปีที่สื่อกระแสหลักและรัฐบาลใช้ความหวาดกลัวในการควบคุมผู้คน ธนาคารหลายแห่งถือหุ้นสื่อที่ให้ข้อมูลคุณ ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผู้มีอำนาจใช้กลวิธีความกลัว และมันจะไม่สิ้นสุด ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ วันนี้พวกเขามีเครื่องมือมากกว่าที่จะทำและอยู่ตรงหน้าของคุณ สิ่งสำคัญที่คุณควรทำ คือการรักษาสุขอนามัยของตัวเอง โดยการล้างหน้า ล้างมือ เพื่อปกป้องตัวเอง หรือมีผ้าเช็ดเพื่อทำความสะอาดปกป้องคุณจากเชื้อแบคทีเรีย

อย่างไรก็ตามเราไม่ควรตื่นตูมเกินไป เพราะคุณอาจจะพลาดโอกาสที่อยู่ข้างหน้า ใช้ความกลัวเพื่อสร้างรายได้!!


Back to top button